ไวรัสโคโรนา 10 superfoods for better immune and fighting coronavirus ซุปเปอร์ฟู้ดช่วยต้านไวรัส-healthplatz

สู้ ไวรัสโคโรนา (Covid-19)เสริมภูมิคุ้มกันร่างกายด้วย 10 ซุปเปอร์ฟู้ด (superfoods)

ไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือชื่อทางการที่องค์การอนามัยโลกบัญญัติใหม่ว่า ไวรัสโควิด-19 (Covid-19) กำลังระบาดหนักเข้าขั้นสถานการณ์เร่งด่วนระดับโลกอยู่ขณะนี้ เป็นสายพันธุ์ใหม่ต่างจากที่เคยเจอมาก่อน มีอาการตั้งแต่เล็กน้อย ปานกลาง ถึงรุนแรง และมีการแพร่กระจายเชื้อได้ มีคุณแพทย์และผู้เชี่ยวชาญออกมาแจ้งเตือนแล้วว่า เป็นแพร่เข้าสู่ เด็ก ผู้ใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป และผู้ที่ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงพอได้อย่างง่ายดาย บางคนที่อายุมาก มีโรคประจำตัวและร่างกายไม่แข็งแรงจะเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว

ติดเกราะเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายด้วย 10 ซุปเปอร์ฟู้ด (superfoods) สู้ ไวรัสโคโรนา (Covid-19)

บลอคนี้ Healthplatz เฮลธ์แพลตจะมาเปิดเผยถึงสิ่งที่ควรรู้ในการป้องกันโรคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารชนิดที่เรียกได้ว่าเป็น ซุปเปอร์ฟู้ด (Superfoods) ที่จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้กับร่างกาย เพื่อให้ร่างกายทำหน้าที่ตามธรรมชาติในการขจัดฆ่าเชื้อไวรัสตัวร้ายออกจากร่างกายได้เก่งกาจขึ้น เพราะแม้ว่าบางทีเราจะล้างมือบ่อยๆ ใส่หน้ากากอนามัยเวลาต้องอยู่ในที่ๆมีคนเยอะๆแล้ว มันก็อาจจะมีพลาดเผลอ เอามือที่มีเชื้อไปสัมผัสปากหรือตาได้ สิ่งที่แน่นอนที่จะช่วยป้องกันเราและคนที่เรารักจากเจ้าเชื้อร้ายได้ดีที่สุดคือ การดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ฟิตเปรี๊ยะ ชนิดที่ ไวรัสไหนบุกเข้ามาร่างกายก็เอาอยู่!!

ไวรัสโคโรนา อาหารช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน immunity support superfoods fight coronavirus-covid19-healthplatz เฮลธ์แพลต
Credit photo from healthline.com

ไวรัสโคโรนา หรือ ไวรัสโควิด-19 คืออะไร?

โคโรนา คือเชื้อไวรัสที่มีรูปร่างคล้ายมงกุฎ พบครั้งแรกกลางทศวรรษที่ 1960 โดยมีเชื้อไวรัสโคโรนาอยู่ 4 สายพันธุ์ใหญ่ ๆ ด้วยกัน แต่ตัวที่ระบาดมากที่สุดคือ SARS-CoV พบครั้งแรกที่ประเทศจีน ปี ค.ศ. 2002-2003 ซึ่งได้ระบาดไปทั่วโลกและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ต่อมาพบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ MERS-CoV เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศซาอุดิอาระเบีย ในแถบตะวันออกกลาง

จนกระทั่งล่าสุดพบ “เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” ที่เมืองอู่ฮั่น เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย ตอนกลางของประเทศจีน โดยบริเวณที่พบผู้ป่วยมากที่สุดและคาดว่าน่าจะเป็นรังของโรค คือ ตลาดอาหารทะเลและสัตว์หายากในเมือง ซึ่งได้แพร่กระจายไปในหลายเมืองในประเทศจีน และหลายประเทศ เช่น ไทย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้น

โดยเฉพาะในประเทศไทยเอง ผู้ป่วยรายแรกที่พบนั้นเป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนอายุ 61 ปี จากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะและเจ็บคอ สามวันก่อนเดินทางมาที่ประเทศไทย ต่อมาได้เดินทางมาพร้อมครอบครัวเพื่อท่องเที่ยว เมื่อเดินผ่านเครื่องตรวจจับความร้อนที่สนามบิน (Thermo scan) จึงพบว่ามีไข้ และถูกส่งตัวไปนอนรักษาที่โรงพยาบาลทันที อีกสองวันต่อมา ทางโรงพยาบาลสามารถแยกเชื้อโดยวิธีการทางโมเลกุลได้ว่าเป็นเชื้อ “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019” จึงรายงานไปที่องค์การอนามัยโลก และประเทศไทยได้ประกาศว่าเป็นประเทศแรกนอกเหนือจากประเทศจีน ที่มีผู้ป่วยไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

วิธีสังเกตอาการ

หากได้รับเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือไวรัสโควิด-19 (Covid-19) ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการออกมาภายใน 1 วัน ถึง 2 สัปดาห์ หลังจากได้รับเชื้อ โดยอาการเริ่มแรกของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 นั้น ส่วนใหญ่จะเริ่มจากการมีไข้ ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หายใจหอบเหนื่อย ถ่ายเหลวท้องเสีย หากผู้ป่วยมีร่างกายไม่แข็งแรงหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ จะทำให้มีความรุนแรงถึงขั้นวิกฤตและเสียชีวิตได้

วิธีป้องกัน

เบื้องต้นทุกคนสามารถป้องกันตัวเองและคนรอบข้างให้ห่างไกลจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ได้ง่ายๆดังนี้

  1. เลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล เหนื่อยหอบ เจ็บคอ
  2. เลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะเมืองอู่ฮั่นที่เป็นรังโรค และเมืองอื่น ๆ ในประเทศจีนที่มีการระบาด
  3. ระวังการสัมผัสพื้นผิวที่ไม่สะอาด และอาจมีเชื้อโรคเกาะอยู่ เช่น ลูกบิดประตู ห้องน้ำ ก๊อกน้ำ ราวบันไดสาธารณะ
  4. ควรล้างมือให้สม่ำเสมอด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างน้อย 20 วินาที
  5. งดจับตา จมูก ปากขณะที่ไม่ได้ล้างมือ
  6. เลี่ยงการใกล้ชิด สัมผัสสัตว์ต่าง ๆ โดยที่ไม่มีการป้องกัน
  7. ทานอาหารสุก สะอาด ใช้ช้อนกลาง ไม่ทานอาหารที่ทำจากสัตว์หายากหรือพวกสัตว์ป่า
  8. สำหรับบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 โดยตรง ควรใส่หน้ากากอนามัย หรือใส่แว่นตานิรภัย เพื่อป้องกันเชื้อในละอองฝอยจากเสมหะหรือสารคัดหลั่งเข้าตา

หรือเราสรุปสั้นๆได้ว่า กินร้อน ช้อนกลาง หมั่นล้างมือ สวมหน้ากากอนามัย ใส่ใจสุขภาพเป็นพิเศษ

แชร์ไว้เลย 10 ซุปเปอร์ฟู้ด (superfoods) ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายในยาม ไวรัสโคโรนา ระบาด

มาดูกันเลยว่าอาหารชนิดไหนที่ควรเลือก หรือแนะนำให้คนที่เรารักทานได้ทันที พร้อมสรรพคุณที่มีผู้เชี่ยวชาญยอมรับว่าช่วยเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายในส่วนของภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ

        1.บรอคโคลี (Broccoli) 

เพราะบรอคโคลี เป็นแหล่งวิตามินเอ และซีสูง มีสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidants) อาทิ ซัลโฟราเฟน (sulforaphane) ทั้งยังมีโปรตีนค่อนข้างสูง ทานง่ายไม่มีรสชาติหรือกลิ่นแรง เหมาะทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อีกทั้งยังหาง่ายในท้องตลาดจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่ควรทานเป็นประจำเพื่อช่วยเสริมสร้างสุขภาพและภูมิคุ้มกันโรค

        2. อาซาอิ เบอร์รี่ (Acai berry) 

สุดยอดผลไม้จากป่าอะเมซอนชนิดนี้ มีสรรพคุณที่บรรยาย3 วันก็ยังไม่หมด! (อ่านต่อได้จากบลอคนี้) อาซาอิเบอร์รี่ ผลไม้สีม่วงเข้มนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าบลูเบอร์รี่ และไวน์ได้หลายร้อยเท่า เพราะสารฟลาโวนอยด์ที่ชื่อว่า แอนโทไซยานิน (anthocyanin) เป็นตัวสุดเจ๋งที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม งานวิจัยในปี 2016  พบว่าฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกันที่เข้าช่วยต่อต้านการติดเชื้อทางเดินหายใจได้ด้วย!

นักวิจัยยังพบว่า คนที่ทานอาหารที่เปี่ยมด้วยฟลาโวนอยด์เป็นประจำ จะมีการติดเชื้อทางเดินหายใจ หรือไข้หวัดต่างๆน้อยกว่าคนที่ไม่ได้ทานอาหารเหล่านี้อย่างเห็นได้ชัด ถึงเวลาที่ต้องหามากินแล้วล่ะ

acai berry superfoods to help increase immunity order online -healthplatz

        3. ขิง (Ginger) 

ไม่ว่าจะเป็นเมนู ปลานิ่งขิง ไก่ผัดขิง น้ำผักผสมขิง หรือน้ำขิงร้อนๆ ต่างก็ดีเยี่ยมในช่วงเวลานี้ เพราะขิงมีคุณสมบัติต่อต้านการอักเสบ ฆ่าเชื้อโรคได้ และยังมีประโยชน์ต่อร่างกายอีกหลายอย่างเลย ช่วยแก้อาการท้องอืด และคลื่นไส้ได้ด้วย

        4.กระเทียม (Garlic) 

อาหารประจำของทุกบ้านแบบไทยๆ ที่ช่วยป้องกันหวัดและโรคภัยอื่นๆได้ มีการศึกษาสมัยใหม่พบว่ากระเทียมมีสารชื่อ อัลลิซัน ที่ช่วยลดการติดหวัด ลดความดันโลหิต และทำให้คุณอายุยืนยาว

        5. อัลมอนด์ (Almond) 

นอกจากอัลมอนด์จะเป็นแหล่งของวิตามิน อี ช่วยปกป้องเซลล์แล้ว ยังมีแร่ธาตุสำคัญต่อร่างกายเช่น แมงกานีส แมกนีเซียม และใยอาหาร ลองทานอัลมอนด์อบ ไม่ต้องปรุงรสเยอะโรยเกลือเล็กน้อยเป็นประจำวันละ 1 กำมือก็ช่วยให้ไม่ทานจุบจิบ และยังเสริมสุขภาพให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

        6. ผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง 

ฝรั่ง ส้ม กีวี ต่างมีวิตามินซีสู๊งสูง ซึ่งช่วยบรรเทาอาการหวัด ให้หายเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังลดอาการที่มากับไข้หวัด และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม

        7. ผักโขม (Spinach) 

เป็นผักที่เรียกว่าได้ตำแหน่ง ซุปเปอร์ฟู้ด ในหลายๆด้านเลยทีเดียวเพราะสารอาหารที่หลากหลายและมีเยอะในผักโขมได้แก่ วิตามิน ซี อี ฟลาโวนอยด์ แคโรทีนอยด์ ที่ช่วยการทำงานของร่างกายในการต่อต้านเชื้อโรค จึงเหมาะอย่างยิ่งที่จะทานเป็นประจำ

        8. ขมิ้น (Turmeric)

สมุนไพรโบราณที่ได้รับความสนใจจากวงการนักวิทยาศาสตร์ และแพทย์ไปทั่วโลก ที่คนไทย อินเดีย นิยมนำมาทำอาหาร เช่นแกงเหลือง ปลาทอดขมิ้น เป็นต้น ถูกนำมาทำเป็นตัวยาหลายขนาน เพราะมีงานศึกษามากมาย รวมทั้งในปี 2017 ที่ยืนยันถึงภูมิปัญญาโบราณว่า ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของระบบภูมิต้านทานของร่างกายได้จริงเนื่องจากสารต้านการอักเสบและสารต้านอนุมูลอิสระในขมิ้น

        9. ดาร์คช็อคโกแลต (Dark chocolate)

ของโปรดของหลายคนตัวนี้ มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ชื่อ เธโอโบรมีน (theobromine) ที่ช่วยปกป้องเซลล์จากสารพิษ เชื้อโรคและมลภาวะได้ ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของระบบภูมิต้านทานของร่างกาย แต่ต้องระวังสักนิดเพราะแคลอรี่สูงและมีไขมันอิ่มตัวที่ถ้าทานเยอะอาจจะอ้วนได้

       10. มันหวาน (Sweet potatoes)

มันหวานสีส้มย่างหอมๆ กินง่ายใครๆก็เลิฟ มีข้อดีมากมาย เพราะมีเบต้า แคโรทีนหรือแหล่งวิตามินเอสูง ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระปกป้องเซลล์ของร่างกายในระดับลึก ช่วยบำรุงผิวพรรณจากการทำร้ายของแสงแดดและรังสียูวีได้อย่างดี

นอกจากจะทานอาหารที่เราแนะนำไปตามด้านบนแล้ว สิ่งสำคัญอีกคือการรักษาสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรง โดยการ

  • ไม่สูบบุหรี่
  • ทานผักผลไม้ให้เยอะขึ้น
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • ดูแลรูปร่างและน้ำหนักไม่ให้เกินมาตรฐาน (ลดความเสี่ยงการเกิดโรคนานาชนิด)
  • จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
  • นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
  • รักษาความสะอาดให้มากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อ
  • ไม่เครียด

หากทำตามคำแนะนำแบบนี้แล้ว เชื่อว่าไวรัสร้ายนี้ทำอะไรเราและคนที่เรารักไม่ได้แน่นอนค่ะ

————————————————

ขอขอบคุณข้อมูลโดย อ. พญ.รพีพรรณ รัตนวงศ์นรา มอร์ดสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล


อ้างอิงจากเว็บไซต์ Rama Channel

ข้อมูลอาหารที่แนะนำโดยเว็บเชิงการแพทย์จาก Medical News Today  และ WebMD