ถอดวิถีอายุยืนแบบ Bryan Johnson: ทำอะไรบ้างกับ longevity เหตุผล และสิ่งที่ทำตามได้

Courtesy: Business Insider I Image by: Magdalena Wosinska

Bryan Johnson ใช้เงินมากกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 70 ล้านบาท) เพื่อพยายามชะลอความชรา เขาประกาศว่าอัตราความแก่ของร่างกายตอนนี้อยู่ที่เพียง 0.69 ปีต่อ 1 ปีปฏิทิน หัวใจทำงานเทียบเท่าคนอายุ 37 และมีค่าตรวจชีวภาพ (biomarkers) อยู่ในเกณฑ์ “สมบูรณ์แบบ” กว่า 50 รายการ เขากลายเป็นสัญลักษณ์ของกระแส longevity ทั่วโลก ทั้งที่คนชื่นชมและคนตั้งคำถาม

บทความนี้จะไม่ตัดสินว่า Bryan Johnson “บ้า” หรือ “เจ๋ง” แต่จะพาไปดูทีละเรื่อง และทำความเข้าใจว่า เขาทำอะไร พร้อมคำอธิบายว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น และที่สำคัญที่สุดคือ คนทั่วไปที่ไม่มีงบ 2 ล้านเหรียญ ควรเรียนรู้อะไรจากการทดลองทาง longevity โปรเจคใหญ่ของไบรอันเอง จะนำองค์ความรู้อะไรจากเรื่องนี้ไปใช้จริงได้บ้างโดยที่คุณเองอาจไม่ต้องเสียเงินมากมายขนาดนั้น

1. การนอน — เขาทำอะไร ทำไมถึงสำคัญ

เขาทำอะไร: ไบรอัน ทำการติดตามคุณภาพการนอนของตัวเองทุกคืนอย่างละเอียด ทั้งเวลาเข้านอน ระยะเวลาแต่ละช่วงของการนอน และอุณหภูมิห้อง โดยตั้งเป้าให้ทุกคืนเหมือนกันที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทำไมถึงทำแบบนั้น: การนอนคือช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเองและเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดสุขภาพระยะยาวที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชัดเจนที่สุด งานวิจัยด้านอายุยืนแทบทุกสำนักเห็นตรงกันว่า การนอนไม่พอหรือนอนไม่มีคุณภาพ เร่งความเสื่อมของร่างกายในหลายระบบพร้อมกัน

คนทั่วไปควรทำอะไร: ไม่ต้องมีอุปกรณ์ตรวจการนอนราคาแพง แค่เข้านอน-ตื่นเวลาเดิมทุกวัน (รวมวันหยุด) ลดแสงหน้าจอก่อนนอน 1 ชั่วโมง และทำห้องให้มืดและเย็น สามอย่างนี้ฟรี และมีหลักฐานรองรับหนักแน่นที่สุดในบรรดาทุกเรื่องของการดูแลสุขภาพเพื่อ longevity

2. อาหาร — เขาทำอะไร ทำไมถึงสำคัญ

เขาทำอะไร: Johnson กินอาหารจากพืชล้วน plant-based foods ควบคุมแคลอรี่ต่อวันที่ประมาณ 1,977 กิโลแคลอรี่ และกินอาหารมื้อสุดท้ายก่อน 11 โมงเช้า (time-restricted eating) พูดง่ายๆคือเค้าทำ intemittent fasting หรือการอดอาหารเป็นช่วงๆเพื่อมุ่งไปที่การเปิดสวิตซ์ให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง หรือ Autophagy

ทำไมถึงทำแบบนั้น: งานวิจัยในสัตว์ทดลองแสดงว่าการจำกัดแคลอรี่และการจำกัดช่วงเวลากินอาหารสัมพันธ์กับอายุขัยที่ยาวขึ้น แม้หลักฐานในมนุษย์ยังไม่แน่นเท่า แต่แนวทางนี้มีเหตุผลทางชีวเคมีรองรับ

คนทั่วไปควรทำอะไร: ไม่จำเป็นต้องกินเคร่งครัดขนาดนั้น การกินมื้อเย็นให้เร็วขึ้น เน้นอาหารที่ผ่านการแปรรูปน้อย และไม่กินจุกจิกทั้งวัน ให้ผลดีใกล้เคียงในระดับที่คนทั่วไปทำได้จริงและยั่งยืนกว่า การอดอาหารแบบสุดโต่งโดยไม่มีแพทย์ดูแลเป็นสิ่งที่ไม่แนะนำสำหรับคนทั่วไปโดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือตั้งครรภ์

3. การออกกำลังกาย — สิ่งที่มีหลักฐานหนักแน่นที่สุด

เขาทำอะไร: มีตารางออกกำลังกายทุกวันแบบมีโครงสร้างชัดเจน ทั้งฝึกความแข็งแรงและคาร์ดิโอ

ทำไมถึงทำแบบนั้น: ในบรรดาทุกอย่างที่ Johnson ทำ การออกกำลังกายคือสิ่งที่วงการแพทย์อายุยืนเห็นตรงกันมากที่สุดว่าได้ผลจริง ทั้งลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เบาหวาน และการเสื่อมของกล้ามเนื้อตามวัย

คนทั่วไปควรทำอะไร: ฝึกความแข็งแรง (weight training) สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง บวกกับคาร์ดิโอความเข้มข้นปานกลาง (เดินเร็ว ปั่นจักรยาน) รวมสัปดาห์ละ 150 นาทีขึ้นไป นี่คือจุดที่ “ทำน้อยแต่ได้เยอะ” ที่สุดในทั้งโปรโตคอลของ Johnson

4. อาหารเสริม — เรื่องที่เปลี่ยนบ่อยที่สุด

เขาทำอะไร: กินอาหารเสริมเกือบ 100 ชนิดต่อวัน และปรับสูตรตลอดเวลาตามผลตรวจเลือด ในปี 2026 เขาปรับลด NMN/NR เหลือ 6 วันต่อสัปดาห์ ถอด rapamycin ออก และเพิ่มลิเธียมขนาดต่ำกับ NDGA

ทำไมถึงทำแบบนั้น: Johnson มองว่าร่างกายของเขาคือการทดลองที่ต้องปรับตามข้อมูลจริงตลอดเวลา ไม่ใช่สูตรตายตัว

คนทั่วไปควรทำอะไร: อาหารเสริมส่วนใหญ่ในลิสต์ของ Johnson ยังไม่มีหลักฐานในมนุษย์ที่หนักแน่นพอสำหรับคนทั่วไป สิ่งที่มีหลักฐานดีพอสมควรและราคาไม่แพง เช่น วิตามินดี (ถ้าขาด) และโอเมก้า 3 ทั้งนี้ ควรตรวจเลือดก่อนตัดสินใจกินอะไรเพิ่ม ไม่ควรกินตามกระแสโดยที่ตัวเองไม่รู้ว่าร่างกายขาดอะไรจริง

5. การตรวจร่างกายและไบโอมาร์กเกอร์ — วัดทุกอย่างที่วัดได้

เขาทำอะไร: ตรวจ MRI ทั่วร่างกาย ตรวจเลือดละเอียดสม่ำเสมอ เพื่อติดตามอายุชีวภาพของอวัยวะแต่ละส่วน

ทำไมถึงทำแบบนั้น: แนวคิดคือ “วัดก่อนถึงจะจัดการได้” ยิ่งรู้ข้อมูลร่างกายละเอียดเท่าไร ก็ยิ่งปรับโปรแกรมให้ตรงจุดได้มากเท่านั้น

คนทั่วไปควรทำอะไร: ไม่จำเป็นต้องทำ MRI ทั่วร่างกาย เพราะสมาคมรังสีวิทยาในสหรัฐฯ (American College of Radiology) เองก็ไม่แนะนำการทำ MRI ทั่วร่างกายเพื่อการป้องกันโรคในคนที่ไม่มีอาการ เนื่องจากหลักฐานยังไม่เพียงพอ สิ่งที่คุ้มค่ากว่าคือการตรวจสุขภาพประจำปีตามมาตรฐาน (ไขมัน น้ำตาล ความดัน การทำงานของตับไต) ซึ่งครอบคลุมความเสี่ยงหลักของคนส่วนใหญ่ได้ดีอยู่แล้ว

6. การทดลองขั้นสุด — พลาสมา เปปไทด์ ยีนบำบัด

เขาทำอะไร: Johnson เคยทดลองรับพลาสมาจากลูกชายวัยรุ่น ฉีดเปปไทด์ และสำรวจแนวทางยีนบำบัด ซึ่งเป็นส่วนที่ได้รับความสนใจและวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด

ทำไมถึงทำแบบนั้น: เขานิยามตัวเองว่าเป็น “หนูทดลอง” ของวงการ longevity ยินดีลองสิ่งที่ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัด เพื่อเป็นข้อมูลให้วงการวิทยาศาสตร์ต่อยอด

คนทั่วไปควรทำอะไร: นี่คือจุดที่นักวิทยาศาสตร์อิสระเตือนตรงกันว่า งานวิจัยในมนุษย์สำหรับการแทรกแซงเหล่านี้ “ยังเบาบางมาก” แม้ผลการศึกษาในสัตว์จะดูมีความหวัง การถ่ายพลาสมา เปปไทด์ที่ยังไม่ผ่านการรับรอง หรือยีนบำบัดเชิงทดลอง ไม่ใช่สิ่งที่ควรอยู่ในกิจวัตรสุขภาพของคนทั่วไปในตอนนี้ ให้ปล่อยให้เป็นเรื่องของงานวิจัยทางคลินิกไปก่อนจนกว่าจะมีการสรุปที่แน่ชัด

7. ต้นทุนที่แท้จริง — 2 ล้านเหรียญ vs ต่ำกว่า 100 เหรียญต่อเดือน

ทีมแพทย์ที่ร่วมงานกับ Johnson เองก็ยอมรับว่า สิ่งที่เขาทำ “แทบจะเป็นงานเต็มเวลาอีกงานหนึ่ง” และแม้งบประมาณรวมจะสูงถึงหลักล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพส่วนใหญ่มาจากพื้นฐานง่าย ๆ ที่ใช้เงินไม่ถึง 100 ดอลลาร์ต่อเดือน คือ การนอน การกิน และการออกกำลังกาย ส่วนอีก 10% ที่เหลือ (การตรวจ MRI ทั่วร่างกาย อาหารเสริมเฉพาะทาง การทดลองขั้นสุด) คือส่วนที่ใช้เงินมหาศาลที่สุดแต่ให้ผลตอบแทนต่อเม็ดเงินน้อยที่สุด

นี่คือประเด็นที่คนทั่วไปควรเรียนรู้จากเขาให้ขึ้นใจ และนำไปปรับใช้: คุณไม่จำเป็นต้องรวยแบบ Bryan Johnson ก็สามารถได้ประโยชน์จากหลักการดูแลตัวเองส่วนใหญ่ภายใต้แนวคิด “longevity” ได้ เพราะพื้นฐานที่ได้ผลจริงนั้น ไม่ต้องจ่ายเงินมากมาย แต่มันฟรี ทำได้ทุกวัน หรือใกล้ตัวอยู่แล้ว

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

เรื่องนี้เป็นที่ถกเถียงในระดับโลก นักวิทยาศาสตร์ด้านอายุยืน “longevity” ที่ไม่ได้อยู่ในทีมของ Johnson ให้ความเห็นแบบระมัดระวัง โดยชี้ว่าการแทรกแซงเชิงทดลองส่วนใหญ่ “ยังไม่มีหลักฐานที่หนักแน่นเพียงพอในมนุษย์” แม้ผลการศึกษาในสัตว์จะดูมีอนาคต และการทำ MRI ทั่วร่างกายเพื่อคัดกรองโรคในคนไม่มีอาการก็ไม่ใช่สิ่งที่วงการรังสีวิทยากระแสหลักแนะนำ

ในฝั่งไทย นพ. ธนพล วีรุณหะกาจ (Tanupol Virunhagarun) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BDMS Wellness Clinic และ BDMS Wellness Resort ให้มุมมองที่สอดคล้องกับหลักการเดียวกันว่า เป้าหมายของเวชศาสตร์ป้องกันและ “scientific wellness” คือการ “เปลี่ยนระบบสุขภาพจากการรักษาเชิงรับ ไปสู่การป้องกันเชิงรุกที่ออกแบบเฉพาะบุคคล” ซึ่งเป็นหลักคิดเดียวกับที่ Johnson ใช้ในระดับสุดโต่ง เพียงแต่ในบริบทของคนทั่วไป มันหมายถึงการตรวจคัดกรองที่เหมาะสมและการปรับพฤติกรรม และอาจไม่จำเป็นต้องทำการทดลองที่มีความเสี่ยงสูง

สรุป: สิ่งที่คนทั่วไปควรทำจริง ๆ

ถ้าตัดความหรูหราและงบประมาณระดับล้านออกไป สิ่งที่เหลืออยู่จากโปรโตคอลของ Bryan Johnson ที่คนทั่วไปทำได้จริงและมีหลักฐานสนับสนุนหนักแน่น อยู่บนพื้นฐานแก่นแท้เพียงไม่กี่ข้อ: นอนให้เป็นเวลาและมีคุณภาพ ออกกำลังกายสม่ำเสมอทั้งความแข็งแรงและคาร์ดิโอ กินอาหารแปรรูปน้อยและกินให้เป็นเวลา ตรวจสุขภาพประจำปีตามมาตรฐานเพื่อรู้ตัวเลขจริงของตัวเอง และก่อนกินอาหารเสริมหรือทำการตรวจแบบเฉพาะทางใด ๆ ให้ถามตัวเองก่อนว่า “มีหลักฐานรองรับหรือยัง” ไม่ใช่ “คนดังทำแล้วเราต้องทำตาม”

Bryan Johnson ทำสิ่งที่น่าสนใจในฐานะการทดลองส่วนบุคคลระดับสุดโต่ง แต่บทเรียนที่มีค่าที่สุดสำหรับคนทั่วไปไม่ใช่การเลียนแบบทั้งหมด หากแต่คือ การทำความเข้าใจว่า 90% ของประโยชน์ด้านอายุยืนที่แท้จริง มาจากพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้อยู่แล้วและซ่อนอยู่ในการใช้ชีวิตประจำวัน การตัดสินใจในแต่ละโมเมนต์เพื่อเลือกทาน หรือทำ อย่างมีสติก็ส่งผลต่อ สุขภาพและอายุขัยแบบมีคุณภาพได้อย่างยั่งยืน

บทความนี้เป็นข้อมูลเพื่อการศึกษาด้านสุขภาพเชิงป้องกันเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล หากต้องการปรับเปลี่ยนอาหาร การออกกำลังกาย หรือเริ่มอาหารเสริมใด ๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ

คำถามที่พบบ่อย

Bryan Johnson ใช้เงินเท่าไหร่ต่อปีกับโปรโตคอลนี้?
มากกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ทีมของเขาเองก็ยอมรับว่าประโยชน์ด้านสุขภาพส่วนใหญ่มาจากพื้นฐาน (นอน กิน ออกกำลังกาย) ที่ใช้เงินไม่ถึง 100 ดอลลาร์ต่อเดือน
คนทั่วไปควรกินอาหารเสริมแบบ Bryan Johnson หรือไม่?
ไม่แนะนำให้ทำตามทั้งหมด อาหารเสริมส่วนใหญ่ในลิสต์ของเขายังไม่มีหลักฐานในมนุษย์ที่หนักแน่นพอ ควรตรวจเลือดก่อนตัดสินใจกินอะไรเพิ่มเติม
การทำ MRI ทั่วร่างกายจำเป็นสำหรับคนทั่วไปหรือไม่?
ไม่จำเป็น สมาคมรังสีวิทยาในสหรัฐฯ ไม่แนะนำการทำ MRI ทั่วร่างกายเพื่อการป้องกันโรคในคนไม่มีอาการ เนื่องจากหลักฐานยังไม่เพียงพอ การตรวจสุขภาพประจำปีมาตรฐานคุ้มค่ากว่า
สิ่งที่ Bryan Johnson ทำแล้วมีหลักฐานหนักแน่นที่สุดคืออะไร?
การนอนให้เป็นเวลาและมีคุณภาพ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ (ทั้งความแข็งแรงและคาร์ดิโอ) คือสองเรื่องที่วงการแพทย์อายุยืนเห็นตรงกันมากที่สุดว่าได้ผลจริง
การถ่ายพลาสมาจากคนอายุน้อยช่วยชะลอวัยได้จริงหรือไม่?
ยังไม่มีหลักฐานในมนุษย์ที่หนักแน่นเพียงพอ แม้ผลการศึกษาในสัตว์จะดูมีความหวัง นักวิทยาศาสตร์อิสระแนะนำให้รอผลการวิจัยทางคลินิกที่ผ่านการตรวจสอบก่อน

อยากรู้ทันเทรนด์ Longevity ก่อนใคร?

สมัครรับอัปเดตด้านสุขภาพและ Longevity จาก Healthplatz ส่งตรงถึงอีเมลคุณ ไม่มีสแปม เลิกรับได้ทุกเมื่อ

Subscription Form


Healthplatz Dialogues — อ่านต่อในซีรีส์

ดูบทสนทนาทั้งหมดในซีรีส์ Healthplatz Dialogues →