ออร์แกนิค คือ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ฟาร์มอินทรีย์ ปลอดสารเคมี ปลอดภัยมีคุณค่าทางสารอาหาร buying organic products in Thailand Healthplatz

ออร์แกนิค คืออะไร? วิธีเลือกสินค้าออร์แกนิก อย่างชาญฉลาดและข้อดีต่อสุขภาพที่มากกว่า

ออร์แกนิค คืออะไร ดีกว่าแบบธรรมดายังไง และทำไมต้องออร์แกนิค? เดี๋ยวนี้อะไรๆรอบตัวทั้งอาหาร พืชผลทางการเกษตร ผงผัก ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายต่างๆหันมาให้ความสำคัญ และโปรโมทว่าเป็น สินค้าออร์แกนิค หรือ ปลอดสารพิษ เยอะขึ้นมาก ตามกระแสความนิยมของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพอย่างเราๆ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าปลอดภัยกว่า ดีต่อสุขภาพมากกว่าและรสชาติแบบธรรมชาติอร่อยกว่า อีกทั้งยังดีต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งความเป็นอยู่ของสัตว์ที่นำมาใช้ทำอาหารอีกด้วย

สารบัญ

  1. ความหมายของ ออร์แกนิค
  2. วิธีเพาะปลูกและกระบวนการผลิตพืช ผลไม้ ผักแบบออร์แกนิค
  3. ความแตกต่างระหว่าง“ออร์แกนิค” VS “ธรรมชาติ” 
  4. สิ่งยืนยันความเป็นออร์แกนิคแท้
  5. ตรายืนยันความออร์แกนิคมาตรฐานยุโรป
  6. มาตรฐานสินค้าออร์แกนิคบนเว็บไซต์ของเรา
  7. ตรายืนยันความออร์แกนิคมาตรฐานอเมริกา
  8. ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคดีกว่ายังไง
  9. อาหารที่ไม่จำเป็นต้องซื้อแบบออร์แกนิค

ออร์แกนิค คือ ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ หรืออินทรีย์ปลอดสารเคมีทุกชนิดที่จะเป็นอันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม 

ดังนั้น บลอคนี้ Healthplatz จะมาตีแผ่ เจาะลึกความหมายของการเป็นออร์แกนิคแท้ ออร์แกนิคเทียมเพื่อให้ผู้ติดตามเรา ฉลาดเลือก ได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุด สมกับที่เราต้องจ่ายมากขึ้นเพื่อสินค้าสุขภาพ ที่ถือว่าเป็นการลงทุนกับชีวิตเราให้คุ้มค่ามากที่สุด

ออร์แกนิค กับคำนิยาม ความหมายคือ

คำว่า ออร์แกนิค หรือ อินทรีย์ หมายถึง ผลิตภัณฑ์ สินค้า สมุนไพร อาหารใดๆที่มีกระบวนการเตรียม เพาะปลูก เลี้ยง ผลิตขึ้น บรรจุ ด้วยวิธีแบบอินทรีย์ ตามวิธีการใกล้เคียงธรรมชาติมากที่สุด ไม่พึ่งพาสารเคมีสังเคราะห์ ฮอร์โมน ยาปฏิชีวนะ การฉายรังสี หรือพืชผักเมล็ดพันธุ์ สิ่งมีชีวิตที่ผ่านการตัดต่อทางพันธุกรรมใดๆ (หรือที่เรียกว่า GMO – Genetically Modified Organisms) รวมทั้งกระบวนการเลี้ยงสัตว์ ต้องเป็นไปตามที่อยู่ตามธรรมชาติไม่ขังในกรงหรือโรงเรือนและทานอาหารที่ได้จากธรรมชาติไม่มีสารเคมี เป็นต้น

และเมื่ออาหารจะติดฉลากเป็น อาหารออร์แกนิคได้นั้นก็ต้องไม่มีการผสมสารเคมีเจือปนเพื่อคงสภาพอาหาร หรือแต่งสี แต่งกลิ่นที่ไม่เป็นธรรมชาติลงไป สิ่งปรุงแต่งอาหาร เช่น สารทดแทนความหวานแบบสังเคราะห์หรือน้ำตาลเทียม สารแต่งสี แต่งกลิ่น และผงชูรส หากมีผสมลงในสินค้า จะทำให้สินค้านั้นไม่นับเป็นออร์แกนิคทันที

พืช ผลไม้ ผักออร์แกนิค จึงเป็นพืชผักที่เพาะปลูกด้วยวิธีธรรมชาติร้อยเปอร์เซ็นต์! หรือ เกษตรอินทรีย์ คำว่า ออร์แกนิค (organic) แปลว่า อินทรีย์ นั่นหมายความว่า พืชผักจะต้องงดเว้นการใช้สารเคมีสังเคราะห์ในทุกขั้นตอนของการผลิต โดยพืชผักผลไม้ออร์แกนิค จะเพาะปลูกตามฤดูกาลที่เหมาะสมของพืชแต่ละชนิด เพื่อให้พืชเจริญงอกงามได้ดีตามธรรมชาติ ใช้สมุนไพรแทนสารพิษกำจัดศัตรูพืช และใช้ปุ๋ยหมักอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมี

นอกจากนี้ พืชผักออร์แกนิคยังงดเว้นการใช้เมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรม หรือ GMO จึงมั่นใจได้ว่าพืชผักที่เราทานนั้น เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมตามธรรมชาติ และไม่เพียงขั้นตอนการเพาะปลูกเท่านั้น แต่ในการขนส่งและจัดจำหน่าย ผักออร์แกนิคจะต้องคำนึงถึงความสดใหม่และปราศจากสารเคมีอยู่เสมอ

ด้วยขั้นตอนที่พิถีพิถันและยุ่งยาก บวกกับต้นทุนการผลิตที่มากกว่าการปลูกผักผลไม้ทั่วไป เป็นเหตุผลทำให้ราคาในท้องตลาดของพืชผักออร์แกนิคสูงกว่าพืชผักธรรมดานั่นเอง

พืชผักปลอดสารพิษ คือพืชผักที่ไม่ใช้สารพิษกำจัดศัตรูพืชในการเพาะปลูก จึงมั่นใจได้ว่าไม่มียาฆ่าแมลงเจือปน แต่ก็ใช่ว่าผักปลอดสารพิษจะปราศจากสารเคมีอย่างหมดจด เพราะยังมีการใช้ปุ๋ยเคมีเร่งการโตในการเพาะปลูกได้ อีกทั้งพืชที่ปลูกอาจผ่านการตัดต่อพันธุกรรมมาด้วยเช่นกัน แต่ถึงอย่างนั้น ผักปลอดสารพิษก็ยังถือว่าปลอดภัยพอสมควร ถ้าเทียบกับพืชผักที่มีสารกำจัดศัตรูพืชปะปน

“ออร์แกนิค” VS “ธรรมชาติ” ต่างกันมั้ย?

หลายผลิตภัณฑ์ติดป้ายว่า “ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ” “ปลอดยาฆ่าแมลง” “ปลอดสารพิษ” หรือ “ไม่ใช้ฮอร์โมนเร่ง” แต่ก็ไม่นับว่าเป็นออร์แกนิคได้เสมอไป กล่าวง่ายๆคือ ผักผลไม้ออร์แกนิคถือว่าเป็น ผักผลไม้อินทรีย์ปลอดสารพิษ แต่ผักผลไม้ปลอดสารพิษไม่จำเป็นต้องเป็นออร์แกนิคเสมอไป

หลายคนเข้าใจว่าทั้งสองแบบคือสิ่งเดียวกันแต่จริงๆแล้ว คำว่าออร์แกนิคมีกฏเกณฑ์ที่ต้องรับรองโดยหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรตรวจสอบซึ่งการจะได้รับใบยืนยันมาตรฐานความเป็นออร์แกนิคจึงยุ่งยากและมีการเตรียมขั้นตอนมากกว่า ดังนั้นสินค้าที่ได้รับตรารับรองออร์แกนิคจึงมีราคาสูงกว่า

ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคทั้งพืชผลและเนื้อสัตว์ เปรียบเทียบกับสินค้าทั่วไปที่ไม่ระบุว่าออร์แกนิค

ออร์แกนิคจะต้อง

หากไม่ระบุว่าออร์แกนิค อาจจะ

เพาะปลูกด้วยปุ๋ยจากการหมักธรรมชาติ Grown with natural fertilizers (มูลสัตว์ ปุ๋ยหมัก)เพาะปลูกด้วยปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยสังเคราะห์
กำจัดวัชพืชด้วยวิธีธรรมชาติ (การปลูกพืชหมุนเวียน การถอนวัชพืช การคลุมดิน การไถพรวน hand)ใช้วิธีกำจัดด้วยการพ่นยาฆ่าวัชพืชที่มาจากสารเคมี
กำจัดแมลงด้วยวิธีธรรมชาติ (นก แมลงคู่ตรงข้าม กับดัก) หรือยาฆ่าแมลงจากธรรมชาติใช้วิธีกำจัดด้วยการพ่นยาฆ่าแมลงที่มาจากสารเคมี
สัตว์ที่เลี้ยงเพื่อทำเป็นอาหารจะต้องได้กินอาหารตามธรรมชาติเท่านั้น ไม่ใช้ฮอร์โมนเร่ง และอาหารต้องไม่ถูกตัดแต่งพันธุกรรม (GMO-free)อาจได้รับฮอร์โมนเร่งโต รวมทั้งกินอาหารที่ไม่เป็นธรรมชาติหรือถูกตัดแต่งพันธุกรรม
มีการป้องกันโรคด้วยวิธีตามธรรมชาติเช่นการทำความสะอาดโรงเรือน แหล่งเพาะปลูก การปลูกพืชหมุนเวียน เป็นต้นอาจได้รับยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันโรค
ต้องมีการปล่อยสัตว์ให้อยู่นอกโรงเลี้ยงสัตว์ถูกจำกัดให้อยู่แต่ในสถานที่เพาะเลี้ยงในร่ม
มีความยั่งยืน เนื่องจากการผลิตแบบออร์แกนิคช่วยลดผลกระทบ ลดการปล่อยสารเคมี สารพิษสะสมสู่สภาพแวดล้อม นอกจากนี้สัตว์ที่เลี้ยงตามวิถีออร์แกนิคยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมมากกว่า สัตว์ไม่ได้รับการดูแลที่ดีกว่าแบบออร์แกนิค

ผักผลไม้ออร์แกนิคดูได้จากไหน

สิ่งที่จะทำให้เรามั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ซื้อนั้นได้มาตรฐานออร์แกนิค คือฉลากรับรองคุณภาพบนแพคเกจหรือบรรจุภัณฑ์

สำหรับประเทศไทย

ในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือท้องตลาด ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคของไทย จะต้องมีตราเครื่องหมาย Organic Thailand หรือ มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (มกท.) IFOAM ACCREDITED ติดอยู่ เป็นการรับรองมาตรฐานการผลิตตามกระบวนการแบบอินทรีย์ รับรองโดยองค์กร มาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ โดยมีการตรวจตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูก เลี้ยงดู เก็บเกี่ยว ระกว่างการขนส่ง และบรรจุเพื่อจัดจำหน่าย เพื่อมั่นใจปราศจากสารเคมี100%

สำหรับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคจากยุโรป

การจะได้รับตรารับรองมาตรฐานออร์แกนิค The European biological certificate หรือ Euro Leaf เป็นเครื่องหมายที่มีความสำคัญที่สุดของสินค้าออร์แกนิคในยุโรปโดยสินค้าที่จะได้รับเครื่องหมายนี้จะต้องมีมาตรฐานการเพาะปลูกแบบออร์แกนิคตรงตามข้อบังคับของคณะกรรมาธิการยุโรป ได้นั้นต้องมีวัตถุดิบที่ทำการเพาะปลูกและผลิตในประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป หรือทำฟาร์มแบบออร์แกนิค หรือส่วนผสมที่ผลิตด้วยกระบวนการออร์แกนิคไม่น้อยกว่า 95% ของทั้งหมด

สินค้า TREASURE Superfood powder มีตรารับรองความออร์แกนิคยี่ห้อที่ดีที่สุดในไทย EU organic logo โลโก้รับรองมาตรฐานออร์แกนิคสหภาพยุโรป

ตรารับรองความออร์แกนิคของยุโรป The European biological certificate หรือ Euro Leaf

สินค้า TREASURE Superfood powder มีตรารับรองความออร์แกนิคยี่ห้อที่ดีที่สุดในไทย EU organic logo โลโก้รับรองมาตรฐานออร์แกนิคอังกฤษ

ตรารับรองความออร์แกนิคของอังกฤษ Soil Association

ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์พืชผัก หรือผลิตผลจากสัตว์ และจะต้องได้รับการตรวจสอบ อนุมัติเห็นชอบโดยคณะกรรมการองค์กรรับรองความเป็นออร์แกนิค ซึ่งกว่าจะได้ตรารับรองมาตรฐานออร์แกนิคได้นั้น ต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวดหลายขั้นตอนเพื่อให้มั่นใจว่าอาหารหรือของใช้ที่ผลิตออกมานั้นผ่านบททดสอบที่เข้มงวด ตามกฏเกณฑ์ที่วางไว้ทั้งกระบวนการผลิตทุกขั้นตอนตลอดจน ฉลากข้อมูลสินค้า  ตรารับรองมาตรฐานออร์แกนิคของยุโรปออกโดยองค์กรชั้นนำได้แก่ ตรา EU Organic และ Soil Association

สินค้า ผงผักออร์แกนิค ซูปเปอร์ฟู้ด และหลายหลายผลิตภัณฑ์บนเว็บไซต์ของเราได้รับการรับรองคุณภาพระดับมาตรฐานสูงสุดจากสหภาพยุโรปทั้ง Euro Leaf และ Soil Association จากอังกฤษ ตั้งแต่การคัดสรรวัตถุดิบ ไปจนถึงทุกกระบวนการผลิตตามมาตรฐานออร์แกนิคในระดับนานาชาติ  ระบุแหล่งที่มาของสินค้าอย่างชัดเจน จึงมั่นใจได้ว่าสินค้าที่คุณได้รับทุกชิ้นมีความปลอดภัยและดีต่อสุขภาพรวมทั้งสิ่งแวดล้อม

ผลิตภัณฑ์ของเราบริสุทธิ์ ใส่ในบรรจุภัณฑ์ที่เน้นเก็บรักษาคุณค่าสารอาหารตามธรรมชาติได้มากที่สุดเสมือนผลผลิตที่เก็บเกี่ยวสดใหม่ จนถึงมือลูกค้าทุกท่าน เพราะสุขภาพของลูกค้าที่ดียิ่งขึ้นคือแพชชั่นและความมุ่งมั่นและใส่ใจในการทำงานของเรา

เลือกซื้อสินค้าออร์แกนิคคุณภาพระดับโลกที่คัดสรรแล้ว

สำหรับผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคจากสหรัฐอเมริกา 

กระทรวงเกษตรของสหรัฐฯ (United States Department of Agriculture: USDA) มีการกำหนดมาตรฐานสำหรับฉลากสินค้าที่จะขึ้นชื่อว่า Organic Food ได้โดยจะต้องผ่านมาตรฐาน USDA ซึ่งมีรายละเอียดได้แก่    ใช้ระบบเพาะปลูกแบบฟาร์มออร์แกนิค สินค้าต้องไม่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรมหรือฆ่าเชื้อโรคด้วยการฉายรังสี เป็นพืชที่ปลูกด้วยดินไม่ใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยมูลสัตว์ เนื้อสัตว์และไข่ที่มาจากสัตว์จากการเลี้ยงแบบอินทรีย์ ไม่ใช้ฮอร์โมนช่วยในการเร่งการเติบโตและไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ ยกเว้นการให้อาหารเสริมประเภทวิตามินหรือแร่ธาตุ รวมทั้งต้องได้รับการเลี้ยงดูด้วยอาหารสัตว์ที่เป็นออร์แกนิคด้วย และไม่ใช้สารปรุงแต่งอาหาร สารสังเคราะห์ใดๆเช่นกัน ทั้งนี้ อาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตอนุญาตให้ใช้ส่วนผสมที่ได้รับการอนุมัติเช่น เอนไซม์ในโยเกิร์ต เพคตินในแยมผลไม้ หรือเบคกิ้งโซดาในอาหารพวกเบเกอรี่ได้

ลักษณะของฉลาก จะมีคำว่า USDA Organic อยู่ภายในวงกลมสีเขียว

ออร์แกนิค มาตรฐานอเมริกา หาซื้อสินค้าออร์แกนิค USDA organic logo โลโก้รับรองมาตรฐานออร์แกนิคสหรัฐอเมริกาได้ที่ Healthplatz
USDA organic logo โลโก้รับรองมาตรฐานออร์แกนิคสหรัฐอเมริกา

นอกจากตราสัญลักษณ์ออร์แกนิค จากโซนยุโรปและอเมริกาแล้วยังมีตราสัญลักษณ์รับรองสินค้า ธรรมชาติอินทรีย์ออร์แกนิคที่ออกโดยหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลในประเทศต่างๆดังนี้

world organic logos ตราโลโก้รับรองมาตรฐานออร์แกนิคจากหลายประเทศ
หน้าตาของตราโลโก้รับรองมาตรฐานออร์แกนิคจากประเทศหลักๆ

นอกจากนี้แล้วยังมีสินค้า อีกแบบที่ไม่ได้ใช้ตรามาตรฐาน อาหาร หรือสินค้าออร์แกนิคแบบด้านบนแต่ระบุว่า “made with organic” ซึ่งแปลว่ามีการใช้ส่วนผสมที่เป็น ผัก ผลไม้เกษตรอินทรีย์ หรือ สมุนไพรออร์แกนิค ในอัตราส่วนไม่น้อยกว่า 70% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด การที่มีส่วนผสมอื่นๆที่ไม่ใช่ออร์แกนิครวมด้วยไม่ถึง 95%จึงทำให้สินค้าเหล่านี้ไม่สามารถใช้ตราสัญลักษณ์ตามที่องค์กรออร์แกนิคในแต่ละประเทศรับรองนั่นเอง

ทำไมต้องออร์แกนิค ดีกว่าและมีประโยชน์อย่างไร

คำว่า You are what you eat หรือ กินอะไรร่างกายเราก็จะได้รับสิ่งนั้น นับเป็นคำพูดที่จริงอย่างเลี่ยงไม่ได้โดยเฉพาะเมื่อเราต้องทานอาหารทุกวัน วันละ 2-3 มื้อ อาหารหรือผลิตภัณฑ์ซึ่งรวมถึงวิธีการเลี้ยง เพาะปลูกรวมทั้งขั้นตอนการผลิตสินค้าที่เราบริโภคเป็นประจำจึงมีส่วนต่อสุขภาพกายและจิตใจของเราอย่างมาก รวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

1. ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค มักมีคุณค่าทางสารอาหารและปลอดภัยต่อร่างกายมากกว่า

สินค้าที่มีกระบวนการผลิตแบบอุตสาหกรรมทั่วไป อาทิ มีสารต้านอนุมูลอิสระ(antioxidants) เอนไซม์ที่ดีต่อร่างกายยังคงอยู่ อีกทั้งกฏเกณฑ์การผลิตสินค้าออร์แกนิคยังกำหนดไม่ให้มีการใช้ยาฆ่าแมลงในการเพาะปลูกหรือยาปฏิชีวนะ หรือใส่สารเคมี  แต่งเติมลงไป ทำให้ไม่เกิดการสะสมสารพิษในร่างกายปลอดภัยต่อคนที่แพ้ง่าย การใช้สินค้าออร์แกนิคจึงช่วยลดการแพ้สิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในอาหาร สารเคมีปรุงแต่ง สารกันบูดในผลิตภัณฑ์ได้อีกด้วย การทานหรือใช้สินค้าออร์แกนิคจึงดีต่อคนที่มีอาการแพ้ง่าย และคนที่รักสุขภาพ

นอกจากนี้การทานอาหารที่ผ่านกระบวนการผลิตเช่น อาหารที่มีการตัดแต่งพันธุกรรม หรือสารเคมีปนเปื้อนนานๆเข้าอาจก่อให้เกิดโรคเรื้อรังซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต

2. สินค้าออร์แกนิคมักสดและเป็นธรรมชาติกว่า

เนื่องจากการเพาะปลูกและกระบวนการผลิตแบบออร์แกนิค อาจทำให้สินค้าเก็บไว้ได้ไม่นานเพราะไม่มีสารกันบูด ผักผลไม้หรือสินค้าออร์แกนิคจึงต้องรีบนำออกมาขายหลังเก็บเกี่ยวทันที ทำให้ออกสู่ตลาดในขณะที่สดใหม่กว่า

3. ดีต่อสิ่งแวดล้อมและโลกของเราในระยะยาว

สิ่งหนึ่งที่น่าปลื้มใจในการใช้เงินซื้อสินค้าเพื่ออุดหนุนผลผลิตออร์แกนิคค่ะ เรากำลังทำสิ่งดีๆต่อสภาพแวดล้อม เพราะกระบวนการเพาะปลูกและขั้นตอนผลิตแบบออร์แกนิคช่วยลดมลภาวะ สารตกค้างในดินและแหล่งน้ำ ช่วยอนุรักษ์น้ำ เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้ดิน ความหลากหลายทางชีวภาพ (จากการไม่ใช้พืชผลแบบตัดแต่งพันธุกรรม GMO) การเพาะปลูกโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลงยังเป็นมิตรนก และสัตว์ในระบบนิเวศน์ใกล้เคียงฟาร์มออร์แกนิค เป็นการส่งต่อสภาพแวดล้อมที่ดีกว่าให้กับลูกหลานของเราในอนาคตอีกด้วย

4. เนื้อสัตว์ออร์แกนิค ไม่สร้างพิษสะสมในร่างกาย

เพราะปราศจากยาปฏิชีวนะ ฮอร์โมนเร่งโต และอาหารใช้เลี้ยงที่ผิดธรรมชาติ  การเพาะเลี้ยงสัตว์อย่างผิดธรรมชาติเพิ่มความเสี่ยง เช่น การเกิดโรควัวบ้า การต่อต้านยาปฏิชีวนะในสัตว์ หรือโรคภัยใหม่ๆซึ่งอาจนำมาสูคนได้ การเพาะเลี้ยงสัตว์ตามวิถีอินทรีย์ทำให้สัตว์มีความเครียดน้อยลง เพราะมีพื้นที่ได้ใช้ชีวิตตามธรรมชาติทำให้ผลผลิตที่ได้ดีต่อร่างกายของเราด้วย อาทิ การเลี้ยงไก่ไข่ตามธรรมชาติ ทำให้แม่ไก่อารมณ์ดี ผลิตไข่คุณภาพที่มีสารอาหารดีต่อร่างกายเรา อย่างโอเมก้า3 มากกว่าไข่ไก่จากแม่ไก่ในโรงเลี้ยงแออัด

อาหารที่ไม่จำเป็นต้องซื้อแบบออร์แกนิค

หลังอ่านบลอคนี้จบแล้วเชื่อว่าหลายคนจะหันมาอุดหนุนสินค้าออร์แกนิคกันอย่างมั่นใจมากขึ้น ทั้งนี้ก็มีอาหารจำนวนหนึ่งที่กระบวนการเพาะปลูกตามปกติก็มีความปลอดภัยจากสารเคมีสะสมอยู่แล้ว จึงสามารถซื้อผลผลิตตามรายการแบบนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องระบุว่าออร์แกนิคก็มีความปลอดภัยสูง ได้แก่ อะโวคาโด (Avocados) ข้าวโพดหวาน (Sweetcorn) สัปปะรด (Pineapple) กะหล่ำปลี (Cabbage) หัวหอม (Onions) ถั่วลันเตาแบบแช่แข็ง (Frozen Peas) มะละกอ (Papayas) หน่อไม้ฝรั่ง (Asparagus) มะม่วง (Mangos) มะเขือม่วง (Aubergines) กีวี(Kiwi) แคนตาลูป (Cantaloupe) กะหล่ำดอก (Cauliflower) บรอคโคลี (Broccoli)

———————————————————————————————————

-ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก USDA | HonestDocs | Soil Association I ACES